วันจันทร์ที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

แนะนำหนังสือ


พักนี้ เจอหน้าบรรดาผู้รักใคร่ชอบพอกันเมื่อใดเป็นต้องพูดถึงสภาพอากาศของประเทศไทยที่ร้อนแรงขึ้นทุกวัน อุณหภูมิการเมืองก็ร้อนแรงไม่น้อย แล้วยังมีเรื่องวุ่น ๆ เกี่ยวกับ “เป่าเป้ย” หรือ “ลูกอัณฑะ” นั่นเอง ครับ
หลายท่านที่ไม่ได้ติดตามข่าวนี้ คงสงสัยว่าเหตุใดผมจึงแวะมาพูดถึงเรื่อง “ในที่ลับ” แบบ “โจ่งแจ้ง” เช่นนี้
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าววัยรุ่นจำนวนหนึ่งที่ “อยากเป็นผู้หญิง” ไปให้หมอตัดอัณฑะด้วยหวังว่าจะทำให้มีลักษณะเป็นหญิงมากขึ้น
สำหรับเรื่องนี้ผมเองไม่มีความเห็นอะไรมากมาย เพราะไม่ได้มีความรู้ทางการแพทย์มากพอจะพูดจาอะไรให้มีน้ำหนักได้ แต่เท่าที่ผมทราบมา การตัดลูกอัณฑะทิ้งนั้นคงใกล้เคียงกับ “การทำขันที” ของจีนในยุคก่อน เพียงแต่การทำขันทีนั้นจะตัดองคชาติออกไปด้วย ผลจากการตัดลูกอัณฑะซึ่งเป็นอวัยวะที่ผลิตฮอร์โมนเพศชายก็คือจะทำให้ผู้นั้นมี “ความเป็นชาย” ลดลง หนวดเคราหลุดร่วง แต่หาได้ทำให้มี “ความเป็นหญิง” มากขึ้นไม่
ฉะนั้นการตัดลูกอัณฑะออกจึงมิน่าจะเป็นวิธีการทำให้กลายเป็นผู้หญิงอย่างที่ต้องการได้ครับ

มาเข้าเรื่องที่ผมต้องการพูดในวันนี้ดีกว่าครับ
หลายท่านคงพอทราบว่าช่วงนี้มีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติติ์ซึ่งเป็นงานมหกรรมใหญ่อีกงานหนึ่งของปี โดยเฉพาะสำหรับผมแล้วถือว่าเป็นงานที่ต้อง “ไปเดิน” ทุกครั้ง แต่เมื่อเดือนตุลาที่ผ่านมาไม่ได้ไปเนื่องจากเป็นช่วงของการ “ย้ายบ้าน” ดังที่เคยบ่นให้ฟังไปก่อนหน้านี้ มาครั้งนี้ก็อั้นมานานจึงหมายมั่นปั้นมือต้องไปเดินอย่างน้อย 2 วัน ให้หายเหนื่อย แล้วผมก็ได้ไปเมื่อวันที่ 27 และ 28 มีนา ที่ผ่านมาครับ ทั้ง 2 ครั้งก็ได้หนังสือมาหลายเล่มครับ มีบางเล่มที่เห็นว่าควรจะแนะนำท่านทั้งหลาย

เล่มแรกที่อยากจะแนะนำมากที่สุดคือ
“สัญญาประชาคม หลักสิทธิทางการเมือง” เป็นหนังสือแปลจาก Du Contrat Social ของ Rousseau แปลโดยคุณ วิภาดา กิตติโกวิท ทับหนังสือสำนักพิมพ์จัดพิมพ์


ถ้าจะให้กล่าวถึงรุสโซ และสัญญาประชาคม คงไม่ต้องพูดอะไรมากครับ เพราะคนที่ร่ำเรียนกฎหมายหรือรัฐศาสตร์มาย่อมรู้จัก ทฤษฎีอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ของรุสโซกันดี ทฤษฎีนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การเมืองการปกครองของโลกพลิกโฉมจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา หนังสือเล่มนี้เป็นการหยิบงานชิ้นเอกของรุสโซมาแปลใหม่ด้วยภาษาที่อ่านเข้าใจง่ายและมีการให้คำอธิบายเพิ่มเติมให้เราให้ใจมากยิ่งขึ้นด้วย จึงเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ต้องการจะเป็น หรือ อ้างตัวว่าเป็น “นักประชาธิปไตย” ครับ

เล่มที่สองและเล่มที่สาม ที่อยากจะแนะนำเป็นหนังสือ 2 เล่มที่ผม “ตั้งใจ” จะไปหาซื้อที่งานนี้มาแต่แรกครับ นั่นคือ พระราชนิพนธ์ “แม่เล่าให้ฟัง” และ “เจ้านายเล็ก ๆ – ยุวกษัตริย์” ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จริง ๆ ที่บ้านผมเคยมี “แม่เล่าให้ฟัง” อยู่ แต่จำได้ว่า โดนปลวกกินไปเกินครึ่งเล่ม จึงตั้งใจจะหาซื้อมานานแล้วครับ ผมเคยพูดเรื่องนี้ให้เพื่อนบางคนฟัง เพื่อนคนนั้นแปลกประหลาดใจว่า “ปลวก” มาเกี่ยวข้องกับหนังสือได้อย่างไร ก็ในเมื่อไม้ยังกินได้แล้วกับผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูปอย่างกระดาษเป็นไรจะไม่พ้นฟันของปลวกไปได้ ยิ่งกับบ้านไม้หลังเก่าของผมซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นเยี่ยมของปลวกด้วยแล้ว ก็น่าจะเข้าใจได้นะครับ



ส่วนเล่มที่สี่ “เฉลิมพระเกียรติอัครศิลปิน ขลุ่ยบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์” ของ อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี
เหตุที่ผมอยากจะแนะนำเล่มนี้ก็เพราะจริง ๆ แล้วนอกจากผมจะเป็นคนชอบเสียงเพลงและเสียงดนตรี ผมยังหลงใหลมนต์เสน่ห์ของเสียงขลุ่ยมานานแสนนานแล้วครับ ยิ่งตอนนี้ก็รู้สึกคึก หยิบขลุ่ยที่เคยเรียนเมื่อสมัย ม. 1 มาฝึกเป่าอีกครั้ง ก็ได้ไปเจอหนังสือเล่มนี้แหละครับ นอกจากจะมีโน้ตเพลงพระราชนิพนธ์ให้ฝึกเป่าและเล่าประวัติของเพลงแล้ว ยังพูดถึงประวัติความเป็นมาและประเภทของขลุ่ย ตลอดจนการนำเครื่องดนตรีไทยไปบรรเลงดนตรีสากล และยังมี CD เพลงพระราชนิพนธ์ที่บรรเลงขลุ่ยโดย อ.ธนิสร์ แถมให้ด้วยครับ
การศึกษาครั้งนี้ทำให้ผมได้ต่อยอดความรู้ทางทฤษฎีดนตรีและเทคนิคการร้องเพลงที่เคยร่ำเรียนกับ อ.ปัญญา ประดิษฐ์ธรรม เจ้าของผลงานเพลงใจรัก (“เมื่อดวงใจมีรัก ดั่งเจ้านกโผบิน บินไปไกลแสนไกล...”) ตั้งแต่สมัย ม.1 อีกด้วยครับ หลังจากเคยคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีความสามารถทางดนตรีในการเล่นเครื่องดนตรีได้แม้นแต่ชนิดเดียวนอกจาก ความชอบ “ร้องเพลง” เท่านั้น ทำให้ผมรู้ว่าคนที่เล่นดนตรีได้ อ่านโน้ตเป็น จะทำให้ร้องเพลงโดยมี “ความแม่นยำ” ในตัวโน้ตมากขึ้นครับ

เล่มสุดท้าย สำหรับคนที่อยากจะศึกษา “ประวัติศาสตร์” สามก๊ก แบบลัด ๆ เร็ว ๆ
ขอแนะนำ “การ์ตูน สามก๊ก ฉบับเรื่องจริง” ของคุณธนพร ครับ
เนื่องจากเป็นการ์ตูนจึงอ่านง่ายเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย และเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของสามก๊กในส่วนที่เป็นประวัติศาสตร์จริง ๆ ซึ่งเป็นคนละฉบับกับสามก๊กฉบับนิยายที่เรารู้จักกันแพร่หลายในรูปของ หนังสือสามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) หรือที่ปรากฏเป็นภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ก็ตาม ซึ่งก็มีโครงเรื่องเหมือนกันแต่แตกต่างกันในรายละเอียดบางประการเท่าที่ฉบับนิยายมักจะต่อเติมเสริมแต่งให้ไปตามสมควรครับ

สำหรับงานสัปดาห์หนังสือนี้ก็จะมีไปจนถึงวันที่ 7 เมษายน นี้ครับ ก็สำหรับท่านที่พำนักอยู่ในประเทศไทยก็มีโอกาสอีก 7 วันครับ ท่านใดไม่เคยคิดที่จะไป ผมว่าลองไปเดินเล่น ๆ ดูก็ดี อาจจะได้เจอดาราที่ท่านชื่นชอบอยู่ก็ได้ครับ


ป.ล. แนะนำให้ทุกคนไม่ว่ามี เคยมี หรือยังไม่มีความรัก ไปดู "ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น" ซะ แล้ว Summer นี้ หัวใจคุณจะชุ่มชื่น

3 ความคิดเห็น:

Tier Etat กล่าวว่า...

หนังสือที่แนะนำมาที่เห็นว่าน่าอ่านที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องสัญญาประชาคมละครับ เห็นเป็นโอกาสที่ดีจะได้ทำความเข้าใจกับหลักรัฐศาสตร์ง่ายๆ(ที่คนไทยไม่เข้าใจ) แต่ถ้าถามว่าชอบ ก็คงจะบอกว่าหนังสือสอนขลุ่ยคงจะต้องตาเป็นที่สุด ชีวิตนี้อยากจะเล่นเป็นซักครั้ง ลองมาหลายครั้งแล้ว

sweetnefertari กล่าวว่า...

ไปดูมาแล้ว เรื่องปิดเทอมใหญ่สนุกดี ชอบเรื่องราวของทุกคู่ทุกคนเลย

ส่วนเรื่องขลุ่ยเนี่ย พี่เคยเรียนอยู่ครั้งนึง ไม่ได้ความเลยหันไปเอาดีทางซ้อก็แล้ว ฆ้องวงก็แล้ว แต่ก็ยังเอาดีไม่ได้อีกเช่นกัน ฮุฮุ

Mr.GELGLOOG กล่าวว่า...

เล่มสุดท้ายน่าสนใจแฮะ

แต่หนังสือแนวประวัติศาสตร์อ่านได้ไม่เคยทนซักกะที โอววววววว รันทดตัวเอง 55